บุกออฟฟิศ Bitkub! คุยเรื่องตลาดหลักทรัพย์เจเนอเรชั่น2

ท่ามกลางสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ในยุคศตวรรษแห่งอินเทอร์เน็ต มีบริษัทสตาร์ทอัพไฟแรงในวงการสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เปิดให้บริการมาได้เพียง 2 ปี แต่มีการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วสวนกระแสเศรษฐกิจ

 

ที่สำคัญพวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งในด้านบริการทางการเงินและการลงทุนซึ่งในอดีตไม่เคยทำได้มาก่อน โดยเฉพาะด้านการลงทุนที่พวกเขาเรียกสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ว่า “ตลาดหลักทรัพย์ยุคที่ 2 (2.0)” 

 

เรามาคุยที่ออฟฟิศ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (Bitkub) สตาร์ทอัพน้องใหม่ที่เปิดมาได้เกือบ 2 ปีเต็ม โดยบริษัทเพิ่งจะย้ายออฟฟิศจากเพลินจิตมาทำการย่านอโศกได้ไม่กี่เดือน บนพื้นที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า  

 

“จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ซีอีโอกลุ่มและผู้ร่วมก่อตั้ง Bitkub เล่าว่าปีนี้ทีมงานน่าจะแตะ 200 คน ซึ่งอาจจะดูสวนทางกับธุรกิจอื่นที่ลดคนเพราะเทรนด์เป็นขาลง แต่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลคือเทรนด์แห่งอนาคต   

 

กลุ่มบิทคับมี 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.Digital Asset Exchange (พวกเขาเรียกมันว่าตลาดหลักทรัพย์ 2.0) เป็นตลาดกลางซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 2.บล็อกเชนโซลูชั่น ทำโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับบล็อกเชนให้กับลูกค้าองค์กร และ 3.บิทคับอคาเดมี่ ให้ความรู้ทั้งแบบ B2B และ B2C 

 

แต่รายได้หลักตอนนี้มาจากธุรกิจ Digital Asset Exchange ซึ่งเราจะพูดคุยกันในการสัมภาษณ์ครั้งนี้   

สตาร์ทอัพฝันใหญ่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการการลงทุนของคนไทย และนับเป็นโอกาสดีที่เราได้มาเยี่ยมชมออฟฟิศใหม่ ซีอีโอบริหารงานอย่างไร สถานที่ทำงาน โต๊ะทำงานซีอีโออยู่มุมไหน? เราถาม  ขณะที่เขากำลังเดินแนะนำบริษัท

 

“ผมไม่มีโต๊ะทำงานครับ แล้วก็…ไม่ควรจะมี เพราะว่าหลักๆ ผมจะไปติดต่องาน ไปบรรยายให้ความรู้ ไปพบกับนักลงทุนอยู่ข้างนอก เสร็จแล้วก็..จะหาที่นั่งตามร้านกาแฟ..ผมจะมอนิเตอร์ ประสานงานกับทีมผ่านแอปพลิเคชัน” 

 

แต่จะมีห้องใหญ่ 1 ห้อง เอาไว้สำหรับระดับผู้บริหารนั่งคุยงานกัน แม้ส่วนใหญ่เขาทำงานอยู่ข้างนอก แต่ในหนึ่งสัปดาห์จะมีอยู่หนึ่งวันที่เข้ามาประชุมบริษัท เพื่อรับฟังทุกเรื่องราว ทุกปัญหาเริ่มตั้งแต่หนึ่งทุ่มยาวไปจนถึงห้าทุ่มหรือเที่ยงคืนจนกว่าจะจบ  

 

ห้องประชุมของที่นี่ใช้ชื่อของเหรียญคริปโต โดยห้อง “บิตคอยน์” เป็นห้องประชุมใหญ่สุด  ห้องขนาดกลางชื่อ “อีเธอเรียม” และห้องเล็กสุดชื่อ “โมเนโร่” 

 

“จิรายุส” เริ่มต้นพูดคุยกับเราถึงเหตุผลที่ทำให้เขามั่นใจ ถึงขนาดที่กล้าลงทุนและทุ่มเทอย่างจริงจังในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลว่า …

 

“ทำไมผมถึงมั่นใจ ก็เพราะว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนมันทำงานได้จริง มันไม่ใช่ทฤษฎี บล็อกเชนทำให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่างที่ในอดีตไม่เคยทำได้…ทำไมเราไม่เอาแนวคิดเหมือนหุ้น ที่คนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของไม่ได้เพราะว่ามันใหญ่เกินไปเราก็ซอยแบ่งให้มันเล็กลง แล้วแทนที่จะให้ถือใบหุ้น ก็ถือเป็นเหรียญแทน มันแนวคิดเดียวกันเลยแล้วก็รับเงินปันผลได้เหมือนกัน”  

 

เขาอธิบายต่อว่า “บล็อกเชน” สามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า Digital Scarcity หรือการมีจำนวนจำกัดของสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างที่ดิน เพชร ทอง คอนโด และที่จับต้องไม่ได้อย่าง ทรัพย์สินทางปัญญา และชื่อเสียงของแบรนด์ แต่ในอนาคตสินทรัพย์พวกนี้จะถูกอัปโหลดขึ้นไปในโลกดิจิทัล 

 

“เมื่อบล็อกเชนมันกำหนดจำนวนจำกัดของเหรียญได้เหมือนกัน เราก็สามารถเอาเหรียญดิจิทัลเป็นตัวแทนสินทรัพย์เหมือนใบหุ้น…ดังนั้น ต่อไปเราจะสามารถเทรดที่ดิน คอนโด เพชร ทอง ชื่อเสียงดารา ทรัพย์สินทางปัญญา ในรูปแบบเดียวกันกับหุ้นได้แล้ว”     

 

การที่เราสามารถเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลต่างๆ ได้อย่างที่ “จิรายุส” อธิบายนั้น ก็คือตลาดหลักทรัพย์เจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งจะเข้ามาแก้ไขจุดอ่อนของตลาดหลักทรัพย์ในยุคแรกอย่าง SET ที่มีสินค้าเพียงแค่หุ้น, เงินเข้า-ออกต้องรอ 2 วันทำการ (T+2) ขณะที่การซื้อขายก็ทำได้เพียง 5 วันต่อสัปดาห์ 

 

“อย่างวงการหุ้นคือ T+2 เงินเข้าออก แต่ตลาดของเราคือ T+0 วินาที นอกจากนี้ตลาดเรายังเหมือนกับเซเว่น อีเลฟเว่น สามารถเทรดได้ตลอด  24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์”

 

ตลาดหลักทรัพย์ 2.0 ยังมาแก้ไขเรื่องของ “ราคาต่อหน่วย” อย่างหุ้นบางตัวที่มีราคาสูงมาก คนมีเงินน้อยอาจซื้อไม่ได้แต่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีเงินน้อยก็ซื้อได้ เพราะเป็นหน่วยย่อยในระดับจุดทศนิยม 8 หลัก เช่น ซื้อบิตคอยน์จำนวน 0.00000001 บิตคอยน์ เป็นต้น 

 

จุดเริ่มต้นของการแปลงสินทรัพย์ต่างๆ มาเป็นโทเคนดิจิทัล และผู้ถือได้สิทธิ์คล้ายหุ้นแล้วก็สามารถนำมาซื้อขายกันในตลาดรอง “จิรายุส” เชื่อว่าน่าจะเริ่มเห็นอย่างเป็นรูปธรรมใน 3-5 ปีนี้ จากความหวังที่ปีนี้ ก.ล.ต.กำลังอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมาย STO (Security Token Offering) และเมื่อกฎหมายชัดเจน ถึงตอนนั้นนักลงทุนสถาบันจะเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้น 

 

ซีอีโอ เล่าว่าหากมองภาพใหญ่ทั้งโลกตอนนี้ Global Financial Assets ทั้งหมดมัน 500 ล้านล้านดอลลาร์ แต่วงการสินทรัพย์ดิจิทัลยังเล็กมากราว 0.1-0.2 ล้านล้านดอลลาร์หรือยังไม่ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ  เมื่อเทียบกับตราสารหนี้ทั่วโลกรวมกันประมาณ 100 ล้านล้านดอลลาร์ และวงการหุ้น 70 ล้านล้านดอลลาร์ 

 

กลุ่มบิทคับจึงได้เตรียมความพร้อมในระบบนิเวศดังกล่าว รองรับการเติบโตของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต เห็นได้จากที่ “จิรายุส” เล่าถึงแผนของเขาว่านอกจาก Exchange แล้ว ยังมีแผนที่จะขอใบอนุญาต “ICO Portal” เพื่อให้บริการบริษัทที่ต้องการเสนอขาย STO นอกจากนี้ พวกเขาเตรียมจะขอใบอนุญาตทำธุรกิจ “ที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล” และ “ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล” อีกด้วย

 

การที่คุณจิรายุส อยู่ในวงการนี้มา 5-6 ปี มองว่าปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของตลาดหลักทรัพย์ 2.0 มีอะไรบ้าง? 

วิธีที่จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ ให้มองว่าเรามีเกาะ 2 เกาะ เกาะแรกคือโลกเก่า (Physical World) หรือเกาะที่เราใช้ชีวิตในความเป็นจริงที่ทุกอย่างมันอยู่ในโลกออฟไลน์ กับอีกเกาะคือโลกใหม่ (Digital World) ที่เป็นโลกออนไลน์โดยจะมี Digital Asset Exchange อยู่ตรงกลางทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ให้คนข้ามไปมาระหว่าง 2 เกาะ นั่นคือช่วยให้คนเปลี่ยนจากเงินบาทมาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือจากสินทรัพย์ดิจิทัลมาเป็นเงินบาท

 

ขาของสะพานทั้ง 2 ฝั่งต้องแข็งแรง ไม่เทน้ำหนักไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง โดยฝั่ง Physical World จะแข็งแรงได้จาก การปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องของ AML/KYC เพื่อให้หน่วยงานกำกับมั่นใจว่าสามารถคัดกรองบริษัทที่ตั้งใจประกอบธุรกิจจริงๆ ขณะเดียวกันก็สามารถกีดกันผู้ที่ไม่ประสงค์ดีออกไปจากระบบได้ ส่วนฝั่ง Digital World ก็ต้องแข็งแรงเหมือนกัน จะทำอย่างไรให้การเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลมีความสะดวกและใช้งานง่าย

 

“เราเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จะบอกว่าเป็นฟินเทคอย่างเดียว สามารถขยับเร็วและสร้างสิ่งใหม่ (Move Fast and Break Things) มันก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นสถาบันการเงินจ๋าเลยมันก็ไม่ใช่ แต่เราเป็นบริษัทที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ดังนั้น การรันบริษัทประเภทนี้ มันต้อง Strike a Balance หรือหาความพอดีระหว่าง การปฎิบัติตามกฎกับการสร้างนวัตกรรม” 

 

มองว่าปัจจัยใดที่มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า ในการเลือกใช้บริการ Digital Asset Exchange? 

 

“สภาพคล่อง” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เปรียบเหมือนกับน้ำมันที่ใช้ขับเคลื่อนให้เครื่องจักรทำงาน เครื่องจักรเปรียบเสมือน Exchange ซึ่ง “จิรายุส” เผยว่าปัจจุบันธุรกรรมในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีราว 90% เกิดขึ้นที่บิทคับ 

 

“การใช้งานที่ง่าย” สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนไทยที่นิยมใช้โทรศัพท์มือถือเข้าอินเทอร์เน็ตหรือเป็น Mobile-driven Economy บิทคับจึงวางเป้าหมายเป็น Mobile-driven Company คือ ต้องทำให้ฟังก์ชันการทำงานต่างๆ จบในแอปเดียว 

 

“ความหลากหลายของสินทรัพย์ดิจิทัล” ก็เปรียบเหมือนกับตลาดที่มีสินค้ามากก็ยิ่งดีต่อลูกค้าที่จะได้เลือกซื้อขายตลาดใดสินค้าน้อยลูกค้าก็ได้เลือกน้อย “ความสะดวกสบาย” บิทคับก็ได้เชื่อมต่อกับทุกธนาคารให้ลูกค้าสามารถเติมเงิน-ถอนเงินบาทได้ภายใน 1 วินาที “ราคา” ต้องถูกที่สุด คุ้มที่สุด เพราะฉะนั้นราคากับสภาพคล่องจะลิงก์กัน ถ้าสภาพคล่องสูงราคาก็จะดีที่สุด และเรื่อง “ความน่าเชื่อถือ” สำคัญมากเพราะว่า Exchange เป็นสถาบันการเงินต้องสร้างความไว้วางใจ

 

ทั้งนี้ ธุรกิจของกลุ่มบิทคับโตเร็วมากในทุกมิติ สะท้อนจากอัตราการเติบโตของธุรกิจของกลุ่ม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งเกิดจากกระดานเทรดอันดับ 1 ของไทยอย่าง Bx ปิดตัว ทำให้ลูกค้าเก่า Bx ต้องย้ายบ้านใหม่ 

 

“อย่าง 1-2 เดือนที่แล้วเราก็โต 1,000% ต่อเดือนนะครับทั้งรายได้, จำนวนการทำธุรกรรม และกำไร ทีมงานก็โตครับผมว่าปีนี้น่าจะแตะ 200 คน พื้นที่ของออฟฟิศใหม่นี้ก็น่าจะ…เบียดกันหน่อย” 

 

หากพูดถึงบริษัทสตาร์ทอัพ คงหนีไม่พ้นที่จะต้องถามถึงความฝันอันท้าทาย นั่นคือการเป็น “ยูนิคอร์น” หรือบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 30,000 ล้านบาท 

 

“เราโตเร็วมาก และผมมองว่าบิทคับคือหนึ่งใน 5 สตาร์ทอัพของไทยที่มีโอกาสจะเป็นยูนิคอร์นของคนไทย และเราเป็นสตาร์ทอัพสัญชาติไทยจริงๆ ขอแค่หน่วยงานกำกับแก้ไขกฎหมายเรื่องของ STO แล้วก็รัฐบาลสนับสนุนเหมือนประเทศจีนมีกลไกการป้องกันก่อนในช่วงแรกๆ ตอนที่สตาร์ทอัพในประเทศยังไม่แข็งแรง”   

 

นอกจากนี้ แม้ดูเหมือนบิทคับ จะเป็นบริษัทที่มีหัวคิดก้าวหน้า และมุ่งเป้าไปยังการทำธุรกิจในโลกใหม่ ที่อยู่คนละขั้วกับโลกเก่า แต่ทว่า…บิทคับ ไม่ได้ปิดประตูการระดมทุนผ่านช่องทางของโลกเก่าอย่าง SET/mai 

 

“เราอยากจะเอา Bitkub เข้าตลาดด้วยครับ ซึ่งผมเชื่อว่าแนวคิดคือมันควรจะ แปรสภาพของ Digital Asset Exchange ให้ประชาชนทั่วไปเป็นเจ้าของร่วมกันได้ มันคือแนวคิดของเราครับ Fractional Ownership กับทุกอย่างไม่ใช่แค่หุ้น เพชร ทอง ที่ดิน แต่กับ Exchange เองก็ควรจะเป็น Fractional Ownership เหมือนกันให้ทุกคนเป็นเจ้าของ รับเงินปันผลได้เหมือนกัน”

 

กลุ่มบิทคับมีแผนธุรกิจ และเป้าหมายการเติบโตในปี 2563 อย่างไรบ้าง?

ในอนาคต Exchange ของบิทคับ จะไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มที่มีไว้ให้คนซื้อขายทรัพย์สินดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่จะสามารถทำให้คนโอนเงินได้ด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกลง นั่นคือการเป็น “Bank account 2.0” 

 

“เราจะมาแตะทางด้านของระบบการชำระเงินด้วย ซึ่งเรามองว่าปัจจุบันแบงก์ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าทุกคนได้ คนต่างชาติที่ไม่สามารถเปิดบัญชีที่แบงก์ในเมืองไทย เด็กบางคนที่ไม่สามารถเปิดได้ แต่บิทคับสามารถที่จะเป็น Bank account 2.0 ให้กับคนพวกนี้ได้”

 

และปีนี้เรามีแผนจะออก “บัตรเดบิต” ของบิทคับ คนที่ไม่มีบัญชีธนาคารก็สามารถใช้เราเป็นบัญชีธนาคาร โดยเก็บเงินเป็น  สเตเบิ้ลคอยน์ (Stablecoins) ไว้ใน Exchange บิทคับ เช่น USDT หรือแม้กระทั่งสเตเบิ้ลคอยน์อื่นๆ ที่มีข่าวว่ากำลังจะออกใช้อย่าง ดิจิทัลหยวน และลิบรา  

 

หากต้องการใช้จ่ายก็จะมีเป็น Virtual debit Card (บัตรเสมือน) บนแอปของบิทคับ เพื่อนำไปชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งร้านค้าก็จะรับเป็นเงินบาทโดยที่เขาไม่รู้ว่าลูกค้าใช้จ่ายด้วยคริปโตเคอร์เรนซี หรือหากอยากได้เป็น Physical Card (บัตรพลาสติก) บิทคับจะส่งบัตรเดบิตไปให้ที่บ้าน บัตรนี้ใช้กดเงินได้ที่ตู้ ATM ได้เหมือนบัตรเดบิตทั่วไป โดยบัตรจะลิงก์กับบัญชีของบิทคับ

 

ช่วงสุดท้ายของการพูดคุย “จิรายุส” ในฐานะคนรุ่นใหม่ ยังได้ฝากแนวคิดดีๆ ไปถึงคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ว่า 

 

เราอยู่ในยุคศตวรรษแห่งอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นยุคที่เราโชคดีมากๆ เมื่อเทียบกับคนยุคก่อน อย่างการเปิดบริษัทไอทีต้นทุนที่ประเมินมาแล้วในปี 2000 คุณต้องมีเงิน 5,000,000 ดอลลาร์ขึ้นไป ตอนนี้ต้นทุนเหลือแค่ 5,000 ดอลลาร์ เพราะทุกอย่างมันโอเพ่นซอร์ส 

 

นอกจากนี้ เรามีรุ่นพี่ของพวกเราได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเจฟฟ์ เบโซส์ ลงทุนใน AWS Amazon Cloud service, สตีฟ จ็อบส์ ลงทุนผลิตสมาร์ตโฟนใส่กระเป๋าลูกค้าทุกคนทั่วโลก ส่วนการโฆษณาในโซเชียลมีเดีย มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เอาทุกคนมารวมกันในเฟซบุ๊กที่เดียวแล้ว

 

“ดังนั้น เราไม่ต้องลงทุนในเซิร์ฟเวอร์เอง แค่เราใช้ AWS คลาวด์คอมพิวติ้งของเจฟ เบโซส์ ได้เลย และเราไม่ต้องลงทุนเปิดออฟฟิศทั่วโลก เพราะว่าสตีฟ จ็อบส์ เอามือถือใส่กระเป๋าลูกค้าทุกคน เราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั้งโลก โดยที่ประหยัดต้นทุนได้มหาศาล” 

 

เราสามารถเข้าถึงเวิลด์คลาสเทคโนโลยีในระดับเดียวกับที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเข้าถึงเพียงแค่เราจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน ซึ่งมันก็คือแนวคิดของ Fractional Ownership ที่จะนำ Financial Privilege สู่คนหมู่มาก 

 

การเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายมาก เราอยากจะรู้อะไรมันค้นหาได้หมดแล้ว อยู่ที่การขวนขวายแค่นั้นเอง เราอยู่ในยุคที่มันน่าตื่นเต้นเพราะโลกมันขยับเขยื้อนแบบก้าวกระโดดรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นพวกเราจึงโชคดีมาก 

 

“ถ้าใครมีความคิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย อยากจะสร้างบริษัทอะไรที่แก้ไขปัญหาให้กับคนไทยและกับคนทั้งโลกได้ ผมแนะนำว่าควรจะช่วยกันนะครับ ออกมาพัฒนาสร้างสิ่งใหม่ให้กับโลกใบนี้ แล้วก็อย่าไปกลัว เพราะเราอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว” 

สัมภาษณ์,เรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี 

Cr.efinancethai

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *